สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
หน้าแรกสมาคมฯทำเนียบสมาชิกติดต่อเรา
เกี่ยวกับสมาคม
เกี่ยวกับสมาคม
คณะกรรมการ
ทำเนียบสมาชิก
ข่าวสารและกิจกรรม
แบบบ้านสวย
วัสดุก่อสร้าง

กฎหมายก่อสร้างกับภัยธรรมชาติ

ผู้เขียน :  
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
    View all >>     
กฎหมายก่อสร้างกับภัยธรรมชาติ

 



สวัสดีครับท่านผู้อ่าน



ช่วงนี้หยุดติดต่อกันหลายวันทั้งวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา หลายท่านคงได้มีโอกาสได้พาครอบครัวไปทำบุญหรือไม่ก็เดินทางไปพักผ่อนต่างจังหวัดกันนะครับ
วันนี้ผมขอหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับการออกแบบอาคารในปัจจุบัน ซึ่งมีกฎหมายอาคารประกาศเป็นกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ โดยให้อาคารจะต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ อันเนื่องมาจากปัญหาภัยธรรมชาตินั้น นับวันจะยิ่งรุนแรงมากกว่าในอดีต และเราจะต้องเตรียมตัวตั้งรับกับมันมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ดังจะเห็นจากแผ่นดินไหว พายุธรรมชาติ และที่เพิ่งจะผ่านพ้นไปนั้น ก็คือมหาอุทกภัย ในปี 2554 ที่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน และประเทศไทยเป็นอย่างมาก
เมื่อกล่าวถึงภัยธรรมชาติแผ่นดินไหวนั้น มักส่งผลให้อาคารเกิดการสั่นไหวและโครงสร้างอาคารเกิดรอยร้าวขึ้นได้ ความเสียหายของอาคารเหล่านี้ ในอดีต กฎหมายอาคารไม่ได้บังคับให้มีการออกแบบต้านแผ่นดินไหว



 กฎกระทรวงฉบับนี้ได้บังคับใช้สำหรับอาคารแต่ละประเภทในพื้นที่ต่างๆ เป็น 3 บริเวณได้แก่



1. บริเวณเฝ้าระวัง คือพื้นที่ หรือบริเวณที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่ จังหวัดกระบี่ จังหวัดชุมพร จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดสงขลา และจังหวัดสุราษฎร์ธานี
2. บริเวณที่ 1 คือพื้นที่หรือบริเวณที่เป็นดินอ่อนมากที่อาจได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวระยะไกล ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดสมุทรสาคร
3.บริเวณที่ 2 คือ พื้นที่ หรือบริเวณที่อยู่ใกล้รอยเลื่อนที่อาจะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว ได้แก่จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดน่าน จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน



ซึ่งมีเนื้อหาสาระแยกย่อยพอสมควร แต่สามารถที่จะสรุปให้เข้าใจได้พอสังเขป



ลำดับแรกของการออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหวได้ วิศวกรผู้ออกแบบจะต้องพิจารณารูปแบบของอาคารก่อน โดยการจัดให้อาคารมีลักษณะที่มีประสิทธิภาพในการต้านทานแผ่นดินไหวที่ดีทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้โครงสร้างอาคารมีการวิบัติในรูปแบบต่าง ๆ



ผังอาคารที่มีการวางโครงสร้างที่ดี ควรจะวางตำแหน่งเสาให้มีความสมมาตรในแกนหลักทั้งตามยาวและตามขวางของอาคาร หากเป็นอาคารสูง ควรมีกำแพงรับแรงเฉือน (Shear wall) หลายชิ้น วางในตำแหน่งที่กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอตลอดผังอาคาร โดยไม่กระจุกตัวอยู่ในบริเวณเดียว ทิศทางการวางแนวผนัง ควรหันด้านยาวของผนังให้สามารถรับแรงด้านข้างจากแผ่นดินไหวได้ทั้งสองทิศทางทั้งตามยาวและตามขวางของอาคาร ดังตัว อย่างอาคารที่มีการจัดวางตำหน่งเสาและกำแพงรับแรงเฉือนที่ดี
ปัญหาที่มักจะพบในรูปแบบอาคารทั่วไปคือ ระดับความสูงของเสาในชั้นล่างของอาคารจะมีความสูงมากกว่าเสาในชั้นสองขึ้นไป เนื่องจากความต้องการให้ชั้น ล่างเป็นห้องโถงอเนกประสงค์ หรือเป็นพื้นที่จอดรถและมีการวางจำนวนเสาน้อยกว่าในชั้นสูงขึ้นไป เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอย กว้างขวาง


อาคารลักษณะนี้ จะมีโอกาสที่จะเกิดการวิบัติแบบชั้นอ่อนได้ เนื่องจากเสาอาคารในชั้นล่างมีความอ่อนตัวต่อการโยกไหวทางด้านข้างได้มากกว่าในชั้นสูงขึ้นไป ประกอบกับแรงแผ่นดินไหวที่กระทำต่อเสาชั้นล่างจะมีค่าสูงมาก

 
การแก้ปัญหาลักษณะอาคารแบบนี้ อาจทำได้หลายวิธี หากเป็นการออกแบบอาคารใหม่ อาจเลือกดังนี้



1. จะต้องมีการจัดให้ความสูงของเสาชั้นล่างไม่แตกต่างจากชั้นสูงขึ้นไปมากนัก การออกแบบที่ดี ควรจัดให้เสาชั้นล่างไม่สูงชะลูดมาก จนทำให้เสาชั้นล่างมีค่าความต้านทานในการเคลื่อนตัวด้านข้างน้อยกว่าเสาชั้นสองเกิน 80%
2. จัดให้เสาชั้นล่างมีจำนวนมากขึ้น
3. ขยายขนาดหน้าตัดเสาชั้นล่างให้ใหญ่ขึ้น
4. เสริมค้ำยันด้านข้างทางแนวทแยง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการต้านการเคลื่อนตัวทางด้านข้าง เป็นต้น
 
ลำดับต่อไปคือการออกแบบความแข็งแรงของโครงสร้าง อาคารที่ทำหน้าที่หลักในการต้านทานแรงด้านข้างจากแผ่นดินไหวได้แก่ เสา นอกจากจะรับน้ำหนักบรรทุกปกติ ซึ่งเป็นน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักบรรทุกจรตามการออกแบบทั่วไปแล้ว เสาจะต้องมีกำลังรับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นในขณะเกิดแผ่นดินไหว สามารถต้านทานแรงเฉือนจากแรงแผ่นดินไหวที่กระทำทางด้านข้างต่อเสาได้ และจะต้องมีขนาดหน้าตัดใหญ่พอที่จะไม่เคลื่อนตัวมากจนเกินข้อกำหนดในกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้การเคลื่อนที่สัมพัทธ์ระหว่างชั้นไม่เกิน 0.5%



ทั้งนี้การเคลื่อนที่ของเสาที่มากเกินไป จะทำให้ผนังอาคารเกิดการแตกร้าวได้ ดังนั้น เมื่อเปรียบเทียบขนาดเสา กับอาคารทั่วไปแล้ว เสาอาคารต้านทานแผ่นดินไหว จะมีขนาดใหญ่กว่า และมีปริมาณเหล็กเสริมตามยาวของเสามากกว่า เพื่อรับน้ำหนักบรรทุกและการดัดตัวที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งต้านการเคลื่อนที่ทางด้านข้างด้วย นอกจากนี้ ปริมาณเหล็กปลอกในเสาจะต้องพอเพียงในการต้านทานแรงเฉือนอีกด้วย



สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การจัดรายละเอียดการเสริมเหล็กให้โครงสร้างมีความเหนียวพอเพียงในการต้านทานแรง กระทำแบบไปกลับของแรงแผ่นดินไหว โดยการจัดปริมาณการเสริมเหล็กตามยาวและเหล็กปลอกที่โอบรัดรอบเหล็กเสริมตามยาวของเสาและคานให้พอเพียง โดยเฉพาะบริเวณใกล้จุดต่อระหว่างเสาและคาน เนื่องจากบริเวณนี้ เสาและคานมีการดัดตัวในลักษณะไปกลับหลายรอบ เหล็กปลอกในบริเวณนี้จึงต้องจัดวางให้แน่นเป็นพิเศษ และการต่อเหล็กเสริมตามยาวจะต่อในบริเวณใกล้จุดต่อของเสาและคานไม่ได้ เนื่องจากแรงแผ่นดินไหว จะทำให้เหล็กเสริมเหล่านี้เลื่อนหลุดจากจุดต่อได้ง่าย การเสริมเหล็กให้เสาและคานมีความเหนียวยังมีรายละเอียดอีกมาก จึงขอกล่าวแต่โดยย่อเพียงเท่านี้ก่อน
 
ถ้ามองกันเรื่องความเสี่ยง อาคารที่สูงตั้งแต่ 15 ชั้นขึ้นไป แม้จะมีการสั่นไหวมากกว่าตึกเตี้ย แต่ไม่น่ากลัว เพราะการออกแบบก่อสร้างตึกสูงจะมีการคิดคำนวณเผื่อเรื่องลมที่มาปะทะตึก ทำให้ตึกไหวอยู่แล้ว ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้กรณีแผ่นดินไหวได้ ส่วนพวกบ้านชั้นเดียวไปจนถึง 6 ชั้นก็ไม่น่ากลัวเพราะการสั่นไหวจะมีน้อย ความเสียหายจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อ จุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวจะต้องอยู่ใต้ หรือใกล้อาคารเหล่านั้นด้วยเท่านั้น ตึก 7 -15 ชั้น ที่ปลูกสร้างหลังปี 2550 หลังมีการออกกฏหมายบังคับเรื่องความแข็งแรงรองรับแผ่นดินไหวคงไม่มีปัญหา แต่ตึกที่สร้างก่อนหน้านั้น ก็น่ากังวลเนื่องจากความสูงมีไม่มาก ลมไม่แรง การคำนวณออกแบบเลยไม่ได้มีการเผื่อแรงลมที่มาปะทะตึกไว้ การควบคุมการก่อสร้างทำกันแบบง่ายๆ ไม่เข้มงวดเหมือนตึกที่สูงกว่านี้ และการที่อาคารจะพังหรือไม่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับมาตรริกเตอร์ แต่ขึ้นอยู่กับค่าแรงเฉือนทั้งหมดในแนวราบที่ระดับพื้นดินของโครงสร้าง

 สุดท้ายนี้ขอให้ผู้อ่านทุกท่านประสบแต่ความสุข โชคดี ปลอดภัย และ ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ดังหลักคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย... บัดนี้ เราเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงทำความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด" มหาปรินิพพานสูตร 10/180

อ้างอิง
1) หลักการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว โดย TumCivil.com Team
2) บทความจาก http://thinkofliving.com/

                                                                                                                                                             บทความโดย คุณคุณัชญ์ ไพบูลย์สิริรัตน์
                                                                                                                                                               บริษัท โฮมแมกซ์ เดอะ บิวเดอร์ จำกัด


 


1870
 : คนดู
โพสเมื่อ :
14 สิงหาคม 2555



 












VDO
เลขที่ 2 ซอยลาดปลาเค้า 10 แขวงลาดพร้าว
เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230
โทรศัพท์ : 0-2570-0153 โทรสาร : 0-2570-0154



ดาวน์โหลดเอกสาร
ปฏิทินกิจกรรม
รับสร้างบ้าน Report
ShowRoom Online หน้าร้านบริษัทรับสร้างบ้าน

ผู้เข้าชมเดือนที่ผ่านมา   16266 คน
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด 545837 คน


เฟสบุ๊คสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านtwitterช่องวีดีโอสมาคม


ธนาคารกสิกร ธนาคารไทยพาณิชย์ reic realestate-club iso4